บทที่ 2 วิวาห์เถื่อน (02)
“คือ…รัมภา รัมภาขอโทษ” เริ่มหายใจติดขัดเมื่อดวงตาของพยัคฆ์ราวกับดวงตาของจอมมาร ทำให้ร่างนุ่มงอตัวด้วยความกลัว ใบหน้าส่ายไปมาและพนมมือขึ้นไหว้เพื่อขอโทษ เพราะคนตัวเล็กรู้ดีว่า โทษทัณฑ์ของการขัดขืนคำสั่งนั้นหนักหนาเพียงใด “รัมภาขอโทษ…ขอโทษ”
พยัคฆ์ช้อนตาขึ้น เขาหัวเราะอยู่ในลำคอแล้วแสยะยิ้ม ก่อนที่ทุกอย่างจะปกคลุมด้วยความเงียบ เพราะชายหนุ่มกระแทกจูบอย่างหนักหน่วงลงหาเพียงรัมภา มือทั้งสองก็ถลกกระโปรงเหยียดยาวขึ้น ก่อนที่จะสอดมือเข้าไปและจัดการจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง
ร่างนวลต้องดิ้นดุกดิกเมื่อเจ้าหล่อนเจ็บปวดอย่างมากเมื่อเขาสอดใส่นิ้วแกร่งเข้าหา ทั้งๆ ที่ทุกอย่างยังไม่พร้อม น้ำตาร่วงเผาะ แต่สองมือก็ไม่กล้าที่จะปัดป้อง หรือร้องขอ เพราะรู้ว่ายิ่งขัดขืนเรื่องเลวทรามซึ่งกำลังเผชิญนั้นจะต้องหนักหนาทวีความรุนแรง
“เจ็บ..รัมภาเจ็บคุณพยัคฆ์ ฮือ” มือสากกดตัวสวยให้พิงกับเบาะรถ ก่อนที่จะเร่งนิ้วให้เคลื่อนไหวหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนเพียงรัมภาบิดเร่าด้วยความทรมาน เจ็บแปลบไปทั่วกาย กัดเม้มเรียวปากจนเลือดไหลซิบ แต่มารร้ายก็ยังไม่หยุดการลงโทษ
“เจ็บจะได้จำไงรัมภา ว่าเธอคือนางทาส ที่ต้องฟังคำสั่งของพยัคฆ์ไม่มีสิทธิ์ร้องขอใดๆ” เขากล่าวเสียงเหี้ยมโหดแล้วชักนิ้วกลับอย่างเร็วไว จนหญิงสาวผวา
จากนั้นรถคันหรูก็พุ่งทะยานสู่ท้องถนนอีกหน เพราะตอนนี้ก็ล่วงเวลาฤกษ์งามยามดีของการเริ่มต้นชีวิตคู่มามากแล้ว ชีวิตของการเริ่มต้นความแค้น เริ่มต้นทวงทุกอย่างคืนกลับมา และเริ่มต้นเป็นมารร้ายในคราบของเจ้าชาย
มารร้ายกับโฉมงาม ช่างเหมาะเจาะกับสิ่งที่เพียงรัมภากำลังเผชิญอยู่เสียจริง เพียงแต่ว่ามารร้ายของหล่อน รูปร่างหน้าตางดงาม ใบหน้าคมคาย จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูป ร่างกายกำยำ แต่ทว่าดวงตากลับหาได้มีความอ่อนโยน พยัคฆ์ร้ายผู้นี้มีเพียงแต่ความเหี้ยมโหด
“วิวาห์เถื่อนของเรา สวยไม่เบาเลย ว่าไหมรัมภา” เมื่อมาถึงใบหน้าดุกร้าวก็จับจ้องยังวิวาห์หรูและใหญ่โตของตนเอง ใบหน้าเบ้เล็กๆ ราวกับสะอิดสะเอียนไม่น้อย ทุกอย่างซึ่งถูกเนรมิตขึ้นก็คือภาพลวงตาที่ทุกคนกำลังจะเดินมาติดกับดัก
เพียงรัมภาก้มหน้าก้มตา ก่อนที่จะถูกเชยคางมนขึ้น มือกว้างยื่นเข้ามาเช็ดน้ำตาแล้วฉีกยิ้มให้อย่างอ่อนโยน และมันยิ่งทำให้หญิงสาวใจคอสั่น หัวใจดวงน้อยวาบวับแทบขาดใจ ทุกครั้งที่ชายหนุ่มแสดงความอ่อนโยน ความเจ็บปวดและน้ำตาต้องแวะเวียนมาหาเพียงรัมภาอย่างห้ามไม่ได้
มือเล็กถูกมือหนาเกาะกุมเอาไว้ราวคนรักแล้วค่อยๆ ย่างเท้าก้าวเข้าไปอย่างเชื่องช้าพลางแต่งแต้มรอยยิ้มบนใบหน้า แล้วมองป้ายงานวิวาห์ซึ่งสลักชื่อพยัคฆ์และเพียงรัมภาไว้ในนั้น มันถูกรายล้อมด้วยดอกไม้ส่งกลิ่นหอม ดอกไม้ที่ขาดไม่ได้ก็คงจะเป็นดอกกุหลาบที่เจ้าสาวแสนจะชื่นชอบ
ทั้งคู่เดินมาหยุดตรงหน้างาน เมื่อเห็นว่าญาติผู้ใหญ่กำลังวิ่งวุ่นตามหาตัวของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวกันยกใหญ่ เพราะล่วงเลยเวลามาเกือบยี่สิบนาทีแล้ว
“สวัสดีครับคุณเมฆา” พยัคฆ์พนมมือและก้มตัวให้ ‘เมฆา’ บิดาของเพียงรัมภาอย่างนอบน้อม
“ผมคิดว่า คุณจะพาลูกสาวผมวิวาห์เหาะเสียแล้ว” เมฆาชายวัยหกสิบปีกล่าว ใบหน้าคลี่ยิ้มเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องไปยังลูกสาวแล้วต้องขมวดคิ้ว แต่หาได้เอ่ยถามใดๆ นอกจากดึงมือเพียงรัมภาเข้ามากุมแรงๆ “ยิ้มหน่อยสิลูกพ่อ” น้ำเสียงซึ่งเอื้อนเอ่ยฟังดูแล้วชอบกลไม่น้อย
“ร้องไห้หรือลูก” คุณหญิงชินารมย์รีบถามลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยความห่วงใยและโอบกอด นางรู้สึกใจหายไม่น้อยที่วันนี้จะต้องพรากจากเพียงรัมภา
“น้องรัมภาก็แค่กลัวตามประสาเจ้าสาวหมาดๆ น่ะครับคุณหญิง” พยัคฆ์กล่าว
“จริงหรือลูก”
